วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

Revenge is king, Data is Queen






หากพูดถึงผู้ที่มีอำนาจในการปกครองและทรงพลังที่สุด คงไม่พ้น King และ Queen ที่ได้ปกครองในแคว้นนั้นๆ โดยซึ่งแล้วผมฟันธงได้เลยว่า แทบเป็นตัวแปรที่สำคัญมากๆเลยครับ ที่จะต้องทำความเข้าใจ และคอยปกป้อง รักษา ผู้ปกครองนั้นไว้อย่างดีเลยครับ
และเมื่อพูดถึงการลงทุนกับกิจกรรมต่างๆ ตัวชี้วัดที่ดีคงหนีไม่ Key Performance Indicator(KPI)
หากเปรียบเทียบตัวแปร King = รายได้  , Queen = ฐานข้อมูลลูกค้า
ผมขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์งานสายการตลาดนะครับ
เมื่อมีการลงทุนในส่วนของ งบประมาณการตลาด หากมีรายได้ที่ไม่เพิ่มขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่จะต้องรักษาฐานข้อมูลลูกค้าไว้ให้มากที่สุด แม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์ ก็จะต้องรักษาไว้ จนตัวอักษรตัวสุดท้ายครับ ^_^
ในส่วนของธุรกิจในแต่ละประเภทจะมีการชี้วัด(KPI)ที่แตกต่างกันไป
เท่าที่ผมทราบจะเล็งถึงการชี้วัดในกลุ่ม 5A ได้แก่ Aware, Appeal, Ask, Act, Advocate และ ยอดขาย(รายได้) รวมถึง ค่าใช้จ่าย



06/03/2018



Credit รูปภาพ https://temporarytattoos.com/king-queen-card-suit-temporary-tattoos
Ball.nava 

วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

เรื่องของ Promotion จากประสบการณ์





ไม่ว่าเราจะเดินทางไปไหนมาไหน ตาม ห้างสรรพสินค้า, ร้านสะดวกซื้อ, หรือแม้กระทั่งโชว์ห่วย เรามั้กจะพบ Promotion ของสินค้าแต่ละชนิดที่แข่งกันเรียงรายเต็มไปหมด
จากประสบการณ์ที่ผมสำรวจและลงพื้นที่พบปะกับผู้บริโภคและลูกค้า เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อของ จะแบ่ง เป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มผู้ซื้อรายใหม่พวกที่อยากทดลองใช้
2.กลุ่มผู้ซื้อที่เปลี่ยนแบรนด์สินค้า อารมณ์แบบไม่พอใจสินค้าเดิม หรืออยากเปลี่ยนสินค้าอะไรใหม่ๆ
3.กลุ่มที่ซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นเนื่องจากโปรโมชั่นดึงดูดใจ (ซื้อเพิ่มขึ้น ใช้เพิ่มเนื่องจาก Promotion)
4.กลุ่มที่เพิ่งใช้สินค้าเราหมดไปและกำลังจะซื้อมาทดแทนอยู่แล้ว
5.กลุ่มที่ยังใช้สินค้ายังไม่หมดแต่ซื้อเพิ่มเพราะ Promotion และจะไม่ซื้อจนกว่าสินค้าที่มีจะใช้จนหมด

สรุปได้ดังนี้คือ
Promotion เนี้ย มันจะแบ่งได้เป็น 2 แบบก็คือ 1.Promotionระยะยาว  2.Promotionระยะสั้น

1.Promotionระยะยาว จะเป็นการเพิ่มลูกค้าใหม่และจะสนับสนุนในการเติบโต Brandในระยะยาวด้วย
เพิ่มเติมในการทำ Promotion ระยะยาวควรจะดึงดูดกลุ่มพฤติกรรม 1,2,3


2.Promotionระยะสั้น จะเป็นการเพิ่มยอดขายในระยะสั้นๆ อย่างเช่น ลด แลก แจก แถม อะไรแบบนี้เป็นต้น 
เพิ่มเติมก็คือ เวลาทำPromotion ไม่ควรดึงดูดกลุ่ม ผู้บริโภคที่มีพฤติกรรม กลุ่มที่ 4, 5 เพราะจะเป็นการสูญเสียเงินกับลูกค้าที่จะตั้งใจมาซื้อสินค้า เพื่อทดแทนสินค้าที่กำลังจะหมดไป  หรือลูกค้าที่ไม่คิดจะใช้สินค้าแต่จะ Stock สินค้าไว้เพราะเจอ Promotion แต่กลุ่มนี้จะทยอยใช้สินค้าในจำนวนที่ปกติ จนกว่าสินค้าจะหมดไปและไม่คิดจะใช้เพิ่ม



credit รูปภาพ  https://www.fotolia.com/tag/promotion







#ball.nava

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

กลุ่ม Youth ที่ต้องทำความเข้าใจ






Youth    =  ผู้เยาว์วัย

ส่วนมากกลุ่มนี้จะเป็นผู้นำกระแสหลักให้แก่ผู้ใหญ่ เรื่อง  Subculture (วัฒนธรรมย่อย) เพราะผู้ใหญ่เนี้ยไม่มีเวลา ไม่มีความคล่องแคล่วที่จะมาศึกษา Subculture ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราจึงไม่แปลกครับว่าทำไมสื่อโฆษณาส่วนใหญ่ ที่ใช้กลุ่ม ผู้เยาว์วัยสื่อสารออกไปและกระแสตอบรับเป็นที่นิยมกว่า

ใน Youth   จะแตกกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆกลุ่มแรกเริ่มจาก

Youth ที่หัวก้าวหน้ากล้าทดลอง(early adoptor) จะเป็นกลุ่มที่ชอบกล้าทดลองกับสินค้า/บริการใหม่ๆ เป็นกลุ่มที่นักการตลาดทุกคนจับตามองเพราะ ผู้เยาว์วัยกลุ่มนี้ สามารถนำ สินค้า/บริการเข้าสู่กระแสหลักในสังคมได้ง่าย และเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มชักจูงบอกต่อไปยังปัจจัย F- factor ( Friends - Facebook - Families -Twitter Followers )



Youth ที่เป็นผู้นำกระแส (Trendsetter)  กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่ม Now-Generation customer ถือว่าเป็นผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้  ที่แบบต้องการทุกสิ่งทุกอย่างในทันที มีพฤติกรรมที่คล่องแคล่วติดตามกระแส นักการตลาดมองว่า ข้อดีของผู้เยาว์วัยกลุ่มนี้คือ สามารถจับกระแสที่มีอิธิพลต่อการตลาดในอนาคตได้
กลุ่มผู้เยาว์ที่เป็นผู้นำกระแส มักกระจายตัวกันอยู่เป็นกลุ่มๆ (fragmented) สระแสที่พวกเขาติดตามอาจจะอยู่ในกลุ่มของ กีฬา แฟชั่น อาหาร รถยนต์ เป็นต้น และก็มีหลากหลายกลุ่มที่ติดตามมาก


Youth ที่เป็นผู้พลิกเกมส์(Game changer) กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมที่ไม่ชอบรับผิดชอบต่ออะไร, และด้วยแนวโน้มที่มีการเปลี่ยนแปลงจากการเข้ามาของ ยุคดิจิทัล ที่ทำให้กลุ่มนี้เริ่มมีบทบาทในการเสียสละบางอย่างเพื่อให้ได้บางสิ่งมา ยกตัวอย่างเช่น  เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่ไม่ชอบทำกิจกรรมและไม่ชอบมีส่วนร่วมกับสิ่งอื่นๆ  อาจารย์ให้ได้โอกาสการแสดงกิจกรรมของเด็กกลุ่มนี้โดยที่ให้ ทำกิจกรรมอาสาเพื่อให้ได้คะแนนพิเศษเพิ่มเพื่อประเมินถึงผลการเรียนในอนาคต ผมเห็นว่าเป็นอย่างสร้างแรงบันดาลใจ / จูงใจอย่างนึง ที่จะต่อยอดไปถึง กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

สรุปคือ Youth เป็นกุญแจสำคัญที่มีต่อส่วนแบ่งความคิด (Mind - Share) ถ้าอยากโน้มน้าวกลุ่มนี้ง่ายๆเลยคือทำให้ Youth เชื่อ




credit รูปภาพ http://niagarajazzfestival.com/jazz-4-the-ages-youth-winners/






#Ball.nava

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

พฤติกรรมการเชื่อมโยงของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้า

การเชื่อมโยงถึงกัน ได้เปลี่ยนวิถีพฤติกรรมของผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง
ยกตัวอย่าง เวลาซื้อของภายในร้าน
ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบราคา
อ่านรีวิวผลิตภัณฑ์

บริษัทหลายๆแห่งเริ่มมีการปรับตัว ทุกๆครั้งที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จะเตรียมข้อมูลที่ผู้บริโภคอยากรู้สื่อสารออกไป โดยผ่านบุคคลอ้างอิงในสังคม ที่จะช่วยเป็นสื่อกลางในการบอก
ยกตัวอย่าง บริษัทประกันชีวิต
โฆษณาโดยสื่อสารถึงเงื่อนไขในเชิงลบ (เงื่อนไขที่ผู้บริโภคหาข้อมูลเองจากแหล่งอื่นๆ) เพื่อที่ไม่ให้ผู้บริโภคสับสนข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ เมื่อผู้บริโภครับรู้ถึงเงื่อนไขในเชิงลบ ก็จะนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งโดยธรรมชาติ


#ball.nava

วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Power Shift to the Connected Customers

A few years ago, taxi companies and hotel chains would not imagine competing  for passengers and guests with technology "Start-ups" such as Uber and Airbnb, which provide private transportation and lodging.

วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ความแตกต่าง

Outside-in differentiation ความแตกต่างจากภายนอก
เป็นความแตกต่างที่เราสามารถมองเห็นได้ คนอื่นๆก็มองเห็นได้เช่นเดียวกัน เมื่อผู้คนจำนวนมากมุ่งสู่ความแตกต่างเดียวกัน สุดท้ายก็จะลงเอยที่ทุกคนไม่มีความแตกต่างกัน

Inside-out differentiation ความแตกต่างที่มาจากข้างใน
เพราะความจริงคือ ความแตกต่างไม่สามารถหาได้จากข้างนอก ความแตกต่างที่แท้จริงต้องสะท้อนมาจากข้างใน และต่อยอดมาจาก "ตัวตนของเรา"นั้นเอง



Ball.nava       #หัดเขียน

วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

ครั้งแรกในชีวิตกับการสัมภาษณ์งาน

ครั้งแรกกับการสัมภาษณ์งานในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีเลยก็ว่าได้เลยครับ
ผมได้รับโทรศัพท์ของตอนเช้าวันที่20/กย/60 และได้ตกลงนัดสัมภาษณ์ไปในเช้าวันที่ 21/กย/60 เวลา8โมง โดยก่อนจะวางสายเจ้าหน้าที่HR บอกให้เตรียมคิดเลข คิดอัตราส่วนร้อยละมาด้วยนะ ผมก็ บอก "อ่อครับๆ"


17.00 - 19.00pm
ผมใช้เวลาเตรียมเอกสารรูปถ่าย เตรียมอะไรต่างๆนาๆนานมากๆเพราะหาทะเบียนบ้านไม่เจอ และบัตรประชาชนก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน ผมหมดเวลากับตรงนี้ไปนานมากเกือบๆ2ชั่วโมง ผมวิ่งไปกลับร้านถ่ายเอกสารแถวบ้านหลายรอบมากๆ เพราะหลังจากได้ transcript ก็ลงหาสมัครงานเลย แต่ไม่ได้เตรียมเอกสารผมจะจำ!!!!ว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกเตรียมให้พร้อม




19.30 - 22.30pm
หลังจากได้เอกสารครบก็รีบไปหาข้อมูลเกี่ยวกับอัตราร้อยละ ที่เคยได้เรียนในมหาวิทยาลัย และก็ลองเอาโจทย์เก่าๆมาทำผมใช้เวลากับมัน 3 ชั่วโมงในการทบทวน เมื่อถึงเวลา4ทุ่มครึ่งก็อาบน้ำ





ผมก็นอน....ข่มตาก็ไม่หลับเกิดคำถามในใจมากมายว่าจะตอบอย่างไรแบบไหน ถ้าเขาถามแบบนี้จะอธิบายอย่างไร มีความตื่นตัวตื่นเต้น กว่าจะข่มตาหลับได้ก็ตี1กว่าๆตื่นมาอีกทีตี 5.40am ผมอาบน้ำออกจากบ้าน 6.15am


ผมเดินเข้าไปฝ่ายบุคคล เจ้าหน้าที่ HR เอาใบกรอกประวัติส่วนตัวมาให้ พร้อมกับบอกว่า ถ้ากรอกเสร็จแล้ว เอาแบบทดสอบไปทำด้วยนะค่ะ
วินาทีที่ผมเปิดแบบทดสอบก็แอบตกใจว่าเห้ย!!!!!!!!!! มันทำได้นะแต่......เราไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับ บริษัทเขา และเราจะทำอย่างไรผมนั้งตกใจ คำถามก็เด้งเข้ามาในหัวว่าเราจะทำไงวะ อัตราร้อยละมันเกี่ยวกับเรื่องนี้นิเหรอ?   ผมตั้งสตินั้งทำแบบทดสอบเสร็จละส่ง ปรากฏว่าผิด!!! พี่HRก็ส่งกลับมาให้ทำใหม่ พร้อมทั้งกดดันผมอยู่ข้างหลัง ผมไม่มีอะไรเลยมีแต่กระดาษทด และเครื่องคิดเลข ปากกากับดินสอ และก็ได้ทำจนสุดความสามารถ ผมก็ส่งไปเขาก็บอกมาว่า จะลงสาขานี้ใช้ไหมครับผมก็ตอบครับและเขาก็บอกจะติดต่อกลับมา ผมก็ได้แต่ รอ ร๊อ รอ.... พร้อมกับจำไว้ว่าวันหลังหากไปอีก จะต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง




(กระดาษทด)





สรุปได้ว่า  เป็นประสบการณ์ที่ดีครับกับการสัมภาษณ์งานครั้งแรกในชีวิตและจะทำไปตลอดว่าจะต้องทำไรบ้าง
1.เอกสาร
2.ศึกษาข้อมูลบริษัท เตรียมตัวมาดีๆ
3.ความคิด ความรู้ในตำแหน่งงานที่เราจะเข้าไปทำ
4.ความพร้อม




หวังว่าคงจะเป็นประโยนช์แก่ทุกๆคนนะครับ

Facebook Insight

Facebook Insight เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่น่าสนใจเลยที่เดียว แต่ละคำสั่งก็น่าสนใจอยู่มากเลยนะครับ มันช่วยให้เราทำแคมเปญ และวิเคราะห์พฤต...